



การเดินทางไปเก้าเส้งนี้ง่ายมาก จากหาดใหญ่ไปสงขลา เมื่อผ่านสถาบันราชภัฏสงขลาและสามแยกสำโรงมาแล้ว (เป็นทางโค้งไปทางซ้าย) ก็ให้เลี้ยวขวาที่แยกไฟแดงถัดไป (แยกโรงพยาบาลประสาท) ซึ่งเป็นทางไปถนนชลาทัศน์หรือถนนเลียบชายทะเล (มีป้ายบอกทางบริเวณแยกไฟแดง) ตรงไปจะผ่านตลาดซึ่งอยู่ทางขวามือ
ก่อนจะเป็นทางโค้งเลี้ยวไปทางซ้าย ตรงโค้งนี้แหละจะมีทางเข้าอยู่ทางด้านขวามือ เป็นซอยเล็กๆ เข้าไปในซอยนี้จนสุดทางที่สถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งแห่งชาติสงขลา ทางขึ้นไปเขาเก้าเส้งอยู่ทางด้านซ้ายมือ
ตำนานเขาเก้าเส้ง
มีตำนานเล่าถึงเขาเก้าเส้ง หรือที่เรียกกันในภาษาพื้นเมืองว่า “หัวนายแรง” ว่า “ครั้งนั้นทางเมืองนครศรีธรรมราชกำหนดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในเจดีย์ และจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต บรรดา 12 หัวเมืองปักษ์ใต้ต่างก็นำเงินทองไปบรรจุในพระบรมธาตุ
เมืองที่นายแรงเป็นเจ้าเมืองก็เป็นเมืองขึ้นนครศรีธรรมราชด้วย ประกอบกับนายแรงมีความศรัทธาในพุทธศาสนา จึงขนเงินทองเป็นจำนวนมากถึงเก้าแสนบรรทุกเรือสำเภา พร้อมด้วยไพร่พลออกเดินทางไปเมืองนครศรีธรรมราช ขณะกำลังเดินทางเรือสำเภาถูกคลื่นลมชำรุด จึงเข้าจอดเรือที่ชายฝั่งหาดทรายแห่งหนึ่ง เพื่อซ่อมแซมเรือ
พอได้ทราบข่าวว่าทางเมืองนครศรีธรรมราชได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเสร็จแล้ว นายแรงเสียใจมาก จึงให้ไพร่พลขนเงินทองบรรจุไว้บนยอดเขาลูกหนึ่ง สั่งให้ลูกเรือตัดหัวของตนไปวางไว้ที่ยอดเขา นายแรงกลั้นใจตาย ลูกเรือต้องจำใจตัดหัวเจ้านายไปวางไว้บนยอดเขาตามคำสั่ง
เขาลูกนี้ภายหลังเรียกว่า “เขาเก้าแสน” เรียกเพี้ยนไปเป็น “เก้าเส้ง”ก้อนหินที่ปิดทับบนยอดเขาเรียกว่า“หัวนายแรง” ชาวบ้านเชื่อว่าดวงวิญญานของนายแรงยังเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์มาจนทุกวันนี้”
นายแรง : นิทาน นายแรง เป็นนิทานประเภทอธิบายสถานที่ที่ปรากฏอยู่ในจังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะภูเขาต่าง ๆ เช่น เขารุน เขาหัวหมา เขาแดง เขาเก้าแสนหรือเขาเก้าเส้ง เป็นต้น มีเรื่องเล่าว่า กาลครั้งหนึ่งในเมืองพัทลุง มีสามีภรรยาคู่หนึ่งอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลาช้านาน แต่ยังไม่มีลูก ทั้งสองพยายามบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้มีลูก แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถมีลูกได้ จึงพากันไปหาท่านสมภารที่วัด ท่านสมภารจึงแนะนำให้ไปไปหยิบก้อนกรวดที่ริมบ่อน้ำมาก้อนหนึ่ง ให้นำไปห่อผ้าขาวไว้ใต้หมอนแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอลูก ไม่ช้าภรรยาก็ตั้งครรภ์ กินอาหารได้มากผิดปกติ ยิ่งท้องแก่ยิ่งต้องเพิ่มอาหารมากขึ้น เมื่อคลอดทารกเป็นผู้ชายชาวบ้านแตกตื่นกันมาดู เพราะทารกโตเกือบเท่าเด็ก 1 ขวบ กินนมแม่อยู่ตลอดเวลา เด็กคนนี้โตวันโตคืนกินอาหารจุ น้ำนมของแม่ไม่พอเลี้ยงต้องต้มข้าวให้กินมื้อละ 1 กระทะ กินกล้วยครั้งละ 10 หวี ในที่สุดพ่อแม่ต้องยากจนลง จึงคิดที่จะฆ่าลูกชายเพราะไม่สามารถจะเลี้ยงต่อไปได้ เช้าวันหนึ่งพ่อจึงชวนลูกชายไปตัดฟืนในป่า พ่อลงมือโค่นต้นยางขนาดใหญ่ พอต้นยางใกล้จะล้มก็เรียกลูกให้เข้ามารับ จึงถูกต้นยางล้มทับจมลงในดิน พ่อคิดว่าลูกคงตายแล้วจึงกลับบ้าน ตกตอนเย็นลูกชายกลับแบกต้นยางกลับมาวางไว้ที่หน้าบ้าน ชาวบ้านแตกตื่นกันมาดู ต่างเรียกชื่อเด็กชายคนนี้ว่า “นายแรง” ครั้งหนึ่งมีเรือสำเภาเข้ามาขาย พ่อแม่คิดจะฆ่านายแรงอีกจึงได้ฝากนายแรงไปกับเรือสินค้า เรือแล่นออกสู่ทะเลเป็นเวลาหลายวัน อาหารที่มีอยู่ไม่พอกิน พ่อค้าจึงหลอกให้นายแรงลงจับปลาโลมาแล้วแล่นเรือหนีไป แต่นายแรงยังโชคดีได้พบเรือที่จมอยู่ใต้ท้องน้ำ จึงกู้เรือนั้นขึ้นแล้วนั่งเรือกลับบ้าน พ่อแม่ของนายแรงเกิดสำนึกผิดที่คิดจะฆ่าลูก ก็เลยเต็มใจเลี้ยงลูกถึงจะประสบกับความยากจน นายแรงสงสารพ่อแม่ที่ตนเองเป็นต้นเหตุให้พ่อแม่ยากจน จึงรับอาสาทำงานทุกอย่างไม่ว่าชาวบ้านจะขอความช่วยเหลือในเรื่องอะไร เพื่อแลกกับอาหารมาเลี้ยงพ่อแม่ วันหนึ่งนายแรงจับโจรที่เข้ามาปล้นวัวควายในหมู่บ้านได้ถึง 4 คน ทำให้โจรกลุ่มอื่น ๆ หวาดกลัวไม่กล้าเข้ามาปล้นในหมู่บ้านนี้อีก นายแรงจึงเป็นที่รักของชาวบ้านทั่วไป ได้นำวัวควายมาให้นายแรงนำไปเลี้ยง นายแรงนำวัวไปเลี้ยงไว้ที่เชิงเขาลูกหนึ่ง ปัจจุบันเรียกว่า “เขาหลักโค” (อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง) ได้นำไปไปเลี้ยงไว้ที่เขาลูกหนึ่ง เรียกว่า “เขาหลักไก่” (อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง) นำควายไปเลี้ยงไว้ที่เกาะใหญ่ เรียกสถานที่นั้นว่า “คอกควายนายแรง” (ตำบลนาโหนด อำเภอเมืองพัทลุง) หมู่บ้านที่นายแรงอยู่มักมีช้างป่าออกมาอาละวาดทำลายเรือกสวนไร่นาชาวบ้าน มีจ่าโขลงตัวหนึ่งมีความดุร้ายมาก ออกมาถอนต้นไม้ พังบ้านเรือนราษฎรอยู่เสมอ นายแรงรับอาสาจับช้างตัวนั้นแล้วโยนไปตกที่จังหวัดสงขลา กลายเป็นเขาลูกหนึ่ง เรียกว่า “เขาลูกช้าง” (ปัจจุบันเรียกเขารูปช้าง) เมื่อพ่อแม่นายแรงเสียชีวิตแล้ว นายแรงได้ย้ายไปอยู่ที่ “เขาหลักโค” (ตำบลนาโหนด อำเภอเมืองพัทลุง) นายแรงเป็นคนที่ชอบกินเนื้อแลน (ตะกวด) วันหนึ่ง ๆ กินไม่ต่ำกว่า 10 ตัว วันหนึ่งนายแรงไปหาแลนที่ตะแพนเขาปู่-เขาย่า ได้พบแลนยักษ์ตัวหนึ่ง นายแลนจึงขว้างด้วยมีดอีโต้ เรียกที่นั้นว่า “ทุ่งอ้ายโต้” แลนแล่นผ่านบ้านลานแยะ บ้านพังดาน บ้านปากเลน เขาโต๊ะบุญ บ้านพังโย ทางที่แลนวิ่งผ่านกลายเป็นคลอง ชาวบ้านเรียกว่า “คลองห้วยแลน” แลนยักษ์แล่นลอดเข้าไปทางใต้เขาพนมวังก์ ไปซ่อนตัวอยู่ในโพรงหินทางด้านทิศตะวันตกของเขาเมือง นายแรงขุดด้วยจอบโดยมีหมาช่วยขุดคุ้ยหิน ชาวบ้านเรียกตรงนั้นว่า “หินรอยหมากัด” จนถึงเวลาเที่ยงวันนายแรงยังจับแลนยักษ์ตัวนั้นไม่ได้ จึงใช้ให้หมาไปเอาข้าวห่อที่บ้านเขาหลักโค ตนเองขุดต่อไปมีก้อนหินมหึมากีดขวางด้ามจอบ นายแรงจึงดันหินนั้นให้ออกห่างไปทางด้านทิศตะวันตก กลายเป็นเขาอีกลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า “เขารุน” ส่วนหินที่เกิดจากการขุดคุ้ย ชาวบ้านเรียกว่า “ขี้จอบนายแรง” เมื่อนายแรงจับแลนยักษ์ได้ก็ฟาดกับเขาอีกลูกหนึ่งเลือดแลนยักษ์ไหลอาบหน้าผาเป็นสีแดงฉาน จึงเรียกเขาลูกนั้นว่า “เขาแดง” (อำเภอเมืองพัทลุง) นายแรงนำมีดอีโต้ที่ชำแหละแลนไปล้างเลือดที่คลองแห่งหนึ่ง คลองนี้จึงเรียกว่า “คลองอ้ายโต้” นำหนังแลนไปตากที่กลางทุ่งนาทางทิศตะวันตกของเขาพนมวังก์ ที่นั้นจึงเรียกว่า “ทุ่งขึงหนัง” (อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง) ไปเอาตระไคร้ที่เขาอีกลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกเขานี้ว่า “เขาไคร” (อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง) นายแรงมักจะเดินทางไปเอาสิ่งของที่ตนต้องการในที่ไกล ๆ เพราะเขาไปมารวดเร็ว จึงไปตำน้ำพริกที่อำเภอปากพะยูน ที่ตรงนั้นจึงเรียกว่า “บางน้ำชุบ” นำเนื้อแลนไปจิ้มกินที่เขาอีกลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า“เขาจุ้มโจ้” นายแรงนำเนื้อแลนที่เหลือไปฝากหมาตัวเอง แต่พบว่าหมาขาดใจตายเสียแล้วที่คอยังมีข้าวห่อแขวนอยู่ ภายหลังกลายเป็นหิน ชาวบ้านเรียกว่า “เขาหัวหมา” (อำเภอเมืองพัทลุง) ต่อมานายแรงเป็นห่วงควายที่นำไปเลี้ยงไว้ที่เกาะใหญ่ จึงออกเดินทางไปเกาะใหญ่ได้หุงข้าวต้มไก่ที่แหลมแห่งหนึ่ง ต่อมาเรียกว่า “แหลมไก่ฟู่” (อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง) ลมพัดจัดไม่สามารถหุงข้าวต้มไก่ได้ จึงเลื่อนไปหุงที่ริมเนิน เมื่อกินอาหารเสร็จแล้วก็ทิ้งหม้อข้าวหม้อแกงไว้ที่นั่น เรียกที่นั้นว่า “ควนตั้งหม้อ” (อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง) ต่อมาเมืองขึ้นของไทยทางมลายูเกิดดแข็งเมือง นายแรงอาสาไปรบศึกครั้งนี้ด้วย นายแรงเป็นกองหน้าบุกตะลุยข้าศึกจนได้รับชัยชนะ นายทัพฝ่ายไทยเห็นว่านายแรงมีฝีมือยอดเยี่ยม จึงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง ครั้งนั้นทางเมืองนครศรีธรรมราชกำหนดบรรจุพระบรมสาริกธาตุในเจดีย์ และจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต บรรดา 12 หัวเมืองปักษ์ใต้ต่างก็นำเงินทองไปบรรจุในพระบรมธาตุ เมืองที่นายแรงเป็นเจ้าเมืองก็เป็นเมืองขึ้นนครศรีธรรมราชด้วย ประกอบกับนายแรงมีความศรัทธาในพุทธศาสนา จึงขนเงินทองเป็นจำนวนมากถึงเก้าแสนบรรทุกเรือสำเภา พร้อมด้วยไพร่พลออกเดินทางไปเมืองนครศรีธรรมราช ขณะกำลังเดินทางเรือสำเภาถูกคลื่นลมชำรุด จึงเข้าจอดเรือที่ชายฝั่งหาดทรายแห่งหนึ่งเพื่อซ่อมแซมเรือ พอได้ทราบข่าวว่าทางเมืองนครศรีธรรมราชได้บรรจุพระบรมสาริกธาตุเสร็จแล้ว นายแรงเสียใจมาก จึงให้ไพร่พลขนเงินทองบรรจุไว้บนยอดเขาลูกหนึ่ง สั่งให้ลูกเรือตัวหัวของตนไปวางไว้ที่ยอดเขา นายแรงกลั้นใจตาย ลูกเรือต้องจำใจตัดหัวเจ้านายไปวางไว้บนยอดเขาตามคำสั่ง เขาลูกนี้ภายหลังเรียกว่า “เขาเก้าแสน” เสียงเพี้ยนไปเป็น“เก้าเส้ง” ก้อนหินที่ปิดทับอยู่บนยอดเขาเรียกว่า “หัวนายแรง” ชาวบ้านเชื่อว่าดวงวิญญาณของนายแรงยังเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่ที่เขาเก้าเส้ง (อำเภอเมืองสงขลา) มาจนทุกวันนี้ แนวคิดของนิทานเรื่องนายแรงนั้น เป็นเรื่องที่บรรพบุรุษได้นำเอาลักษณะภูมิประเทศมาผูกแต่งเป็นเรื่องราว เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้อันจะก่อให้เกิดความรัก ความภูมิใจในท้องถิ่นของตน เน้นความเสียสละรู้จักการช่วยเหลือบุคคลอื่นที่อ่อนแอกว่า ดังเช่นนายแรงปลูกฝังความรักชาติแผ่นดิน มีความกล้าหาญ ทั้งให้ยึดมั่นและศรัทธาในพระพุทธศาสนาเยี่ยงบรรพบุรุษอย่างมั่นคงสืบไป |